ความผิดฐาน “ยุยงปลุกปั่น” หรือมาตรา 116 คือมรดกยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และแทบไม่มีประเทศไหนใช้แล้ว
ตั้งแต่รัฐประหารครั้งล่าสุดในปีพ.ศ.2557 หลายคนคงสังเกตว่า ‘อาวุธใหม่ของฝ่ายเผด็จการ’ คือกฎหมายอาญามาตรา 116 หรือความผิดในฐานยุยงปลุกปั่น (sedition)
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลโดนคดีในมาตรานี้มาตลอด และเรียกได้ว่าในการประท้วงต่อต้านรัฐบาลรอบล่าสุด โดยเหล่านักศึกษาในปีพ.ศ.2563 ถูกกฎหมายมาตรานี้ใช้ทำร้ายเหล่า (คนที่รัฐคิดว่าเป็น) “แกนนำ”
1.
สำหรับใครที่สงสัย กฎหมายอาญามาตรา 116 มีตัวบท ดังนี้
“มาตรา 116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
(๑) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย
(๒) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(๓) เพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี”
เห็นกฎหมายแบบนี้ ใครพอรู้เรื่องการเมือง ก็คงจะคิดว่าเป็นเรื่องตุกติกของฝ่ายรัฐบาล ที่พยายามใช้กฎหมายที่มีเจตนาเพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญในการปกป้องตัวเอง เพราะกฎหมายแบบนี้ก็เป็นกฎหมายปกติที่มีในทุกประเทศ
แต่นั่นอาจเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง เพราะความผิดฐานยุยงปลุกปั่นแบบมาตรา 116 ไม่ใช่ฐานความผิดที่มีในทุกประเทศ
และประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปก็ยกเลิกกฎหมายทำนองนี้ไปพร้อมๆ กับที่พวกเขามีประชาธิปไตย
2.
ตรงนี้บางคนอาจจะเถียงว่า ประเทศอย่างอังกฤษ ไอร์แลนด์ อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ก็มีกฎหมายพวกนี้ทั้งนั้น
ดังนั้น…จะแปลกอะไร?
ข้อสังเกตหนึ่งคือประเทศกลุ่มนี้เป็น “อดีตอาณานิคม” ของอังกฤษ และรับเอาระบบกฎหมายจากอังกฤษ
ส่วนประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายอื่นๆ แบบฝรั่งเศส จะไม่มีความผิดฐานนี้
การจะเข้าใจประเด็นนี้ได้ เราต้องย้อนไปสู่จุดเริ่มต้นของความผิดฐานนี้ในระบบกฎหมายจารีตประเพณีแบบอังกฤษ
3.
ในอังกฤษ มีบันทึกว่าความผิดฐานยุยงปลุกปั่นเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงครึ่งหลังศตวรรษที่ 16 สมัย Elizabeth I
และนี่เป็นรากที่เป็นที่มาของความผิดนี้ในโลก ถ้าใครรู้บริบท ก็จะเข้าใจได้ไม่ยากว่า นี่เป็นหนึ่งในกฎหมาย “ควบคุมสิ่งพิมพ์”
เพราะยุคนั้นเป็นยุคหลังปฏิวัติการพิมพ์ ที่การพิมพ์เริ่มแพร่หลาย ใครจะพิมพ์อะไรก็ได้ รัฐสมัยนั้นจึงออกกฎหมายห้าม
และในสมัยนั้นข้อหายุยงปลุกปั่นกับข้อหา “หมิ่นกษัตริย์” ไม่ได้แยกกัน เพราะเป็นยุค “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” หรือ กษัตริย์คือรัฐ
ดังนั้น ถ้าเทียบกับบริบทของกฎหมายไทยก็คือ กฎหมายอาญามาตรา 112 และ 116
ถ้าย้อนดูก่อน “ปฏิวัติ 2475” ความผิดฐานหมิ่นกษัตริย์ และสร้างความกระด้างกระเดื่องต่อรัฐ คือมาตราเดียวกัน และเพิ่งมาแยกเป็นมาตรา 112 และ 116 ตอนทำประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499
ตรงนี้ ถ้าคิดก็คงเป็นเรื่องปกติ เพราะหลังจากแยกสถาบันกษัตริย์ออกจากรัฐบาล (ที่เป็นของประชาชน) ก็สมเหตุสมผล ที่จะต้องแยกความผิดฐานหมิ่นกษัตริย์ กับฐานการสร้างความกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลออกจากกัน
4.
ปัญหาคือไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายที่ว่าด้วยความผิดฐานกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาล
ในประเทศอย่างอังกฤษ ไอร์แลนด์ อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ถูกเอามาใช้บ่อยๆ เช่น อังกฤษใช้กฎหมายนี้ครั้งสุดท้ายในปี 1972 และสำหรับประเทศอื่นๆ หากใช้กฎหมายมาตรานี้เมื่อไหร่ ก็จะโดนชาวโลกกดดันมาตลอด
ทำไมจึงเป็นแบบนั้น?
ถ้าอธิบายให้ง่ายและตรงที่สุดคือ ทุกประเทศมีกฎหมายความผิดฐานกบฏ (treason) อยู่แล้ว (ไทยคือกฎหมายอาญามาตรา 113)
ซึ่งลักษณะความผิดคนละระดับกับยุยงปลุกปั่น เช่น ถ้าคุณเอารถถังมาวิ่งบนฐานที่ยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะผิดฐานกบฏแน่นอน แต่ถ้าแค่ “ประท้วง” รัฐบาล และขอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ยังไงรูปแบบความผิดก็ไม่ใช่กบฏ
ทีนี้ปัญหาของความผิดในฐานยุยงปลุกปั่นคือเส้นแบ่งของการยุยงปลุกปั่นกับการใช้เสรีภาพในการแสดงออก โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญอยู่ตรงไหน?
เพราะสองสิ่งนี้ขัดแย้งกันในระดับแนวคิดเลย กล่าวคือ เสรีภาพในการแสดงออกมีฐานว่า เราต้องพูดหรือเสนออะไรที่ “ท้าทาย” รัฐบาลได้ เพราะถ้าพูดอะไรที่ไม่มีพิษภัย ไม่ท้าทายผู้มีอำนาจ คุณก็ไม่จำเป็นจะต้องมี “เสรีภาพในการแสดงออก” ตามรัฐธรรมนูญ
เพราะเราทำสิ่งที่ไร้พิษภัยพวกนั้นได้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีกฎหมายคุ้มครอง ส่วนกฎหมายยุยงปลุกปั่นกลับบอกว่าการท้าทายรัฐบาลคือสิ่งที่ผิด ดังนั้น สองสิ่งนี้ขัดกันโดยรากฐาน
เนื่องจากพื้นฐานความผิดแบบยุยงปลุกปั่นกว้างมาก และนี่ทำให้ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป ยกเลิกความผิดฐานนี้ เพราะสุดท้ายเส้นแบ่งไม่มี และการมีกฎหมายทำนองนี้อยู่ก็เป็นหอกข้างแคร่ของเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง
5.
กฎหมายในประเทศยุโรปไม่มีความผิดในฐานนี้ ยกเว้นสเปน ซึ่งสเปนเคย “หน้าแตก” มาแล้วตอนที่ขอให้เยอรมันส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนตอนที่มีการลุกฮือเพื่อเอกราชรัฐคาตาลัน
และผลคือเยอรมันไม่ส่งให้ เพราะในเยอรมันไม่มีความผิดฐานยุยงปลุกปั่นแบบในสเปน ดังนั้นจึงไม่เข้าเกณฑ์ที่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ (เกณฑ์พื้นฐานคือประเทศต้นทางกับปลายทางต้องมีบัญญัติความผิดแบบเดียวกันเอาไว้)
ประเด็นคือ อย่าคิดว่าทุกประเทศจะมีมาตรา 116 ประเทศส่วนใหญ่ไม่มี เพราะนี่เป็นกฎหมายที่สร้างความย้อนแย้งกับเสรีภาพพื้นฐานการแสดงออกที่รัฐธรรมนูญแทบทุกประเทศคุ้มครอง
และประเทศที่มีกฎหมายมาตรานี้ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้นานแล้ว หรือที่ยังใช้ ใช้ทีก็เป็นเรื่องอื้อฉาว ไม่เหมือนเมืองไทยในช่วงนี้ที่ใช้กันเป็นปกติ
อ้างอิง:
- iLaw. “ยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116 ข้อหาเพื่อประโยชน์ทางการเมืองในยุครัฐบาลคสช. https://freedom.ilaw.or.th/blog/116NCPO
- Way. มาตรา 116 ในประวัติศาสตร์ของการยุยงปลุกปั่น. https://waymagazine.org/116-the-weapon/
- Wikipedia. Sedition. https://en.wikipedia.org/wiki/Sedition