ถ้าต้องบอกวิธีการเอาตัวรอดในกรุงเทพมหานครก็คงจะบอกว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯนั้น ต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษแบบเพิ่มขึ้น 300% เริ่มต้นที่การสังเกตถนนที่จะเดินทุกย่างก้าว เพราะอันตรายอยู่รอบตัวเรา โดยเฉพาะท่อระบายน้ำ ต้องคอยระวังท่อที่ชำรุดหรือท่อปิด เดินเฉย ๆ อาจจะเผลอลงไปนอนในหลุมได้ ควรเดินอย่างระมัดระวังตัวเองให้มากที่สุด มองถนนหนทางให้รอบคอบ อย่าเล่นโทรศัพท์ คอยมองซ้ายมองขวาอยู่เรื่อย ๆ แบบไม่ต้องพักเพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้ ส่วนข้อห้ามสำคัญคือห้ามแตะเสาไฟฟ้ามั่วซั่ว เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเสาไฟไหนที่อาจจะมีไฟฟ้ารั่ว เลี่ยงการเดินทางในที่เปลี่ยว ถึงแม้จะมีกล้องวงจรปิดเยอะแต่ก็ไม่ใช่ทุกตัวที่สามารถใช้งานได้ ถ้าเราทำได้ตามนี้เราจะมีชีวิตรอดในกรุงเทพฯได้จริงหรือ? คำตอบสำหรับผู้เขียน คือ ได้ แต่ก็ไม่ทั้งหมด
แล้วถ้าจะให้กล่าวถึงการใช้ชีวิตแบบปลอดภัยในรูปแบบต่าง ๆ เราจะมีวิธีการอย่างไรกัน เราเริ่มจากการนิยามกรุงเทพฯ เป็นคำซักหนึ่งคำในการพูดถึงกรุงเทพฯผู้เขียนคงนึกถึง คำว่าความวุ่นวาย แออัด เมืองหลวง น้ำท่วม หรือคำอื่น ๆ อีกมากมายตามความคิดตามสิ่งที่พบเจอและพบเห็นมา แต่ถ้าให้ยกตัวอย่างคำนิยามที่เห็นได้ชัดเจนจากผู้เขียนคงนิยามเป็นคำว่า “รถติด” เพราะปัญหาหลักคงหนีไม่พ้นปัญหารถติดในกรุงเทพเป็นที่เลื่องชื่ออย่างที่ทุกคนทราบกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน เช้าที่เราต้องเดินทางออกไปทำงานหรือออกไปเรียนและช่วงเย็นจนถึงช่วงค่ำหลังเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวัน คำถามคือ ทำไมรถถึงติดได้ทุกวัน? ตั้งแต่เด็กก็เริ่มรับรู้ปัญหานี้และก็ยังคงเป็นปัญหามาโดยตลอด ทำไมกันนะ? วิธีเอาตัวรอดจากปัญหานี้ก็คงมีเพียงแค่การบอกให้ทุกท่านวางแผนการเดินทางให้ดีและใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ในแบบฉบับของตนเอง แต่สิ่งสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารกับทุกท่านคือ ทั้ง ๆ ที่ปัญหารถติดนั้นเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานแต่ทำไมถึงยังแก้ไขไม่ได้เสียที อาจเป็นเพราะขาดการวางผังเมืองที่ดี? จำนวนคนที่ย้ายเข้าเมืองมากขึ้นเพราะความเจริญกระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพ? จำนวนรถที่เพิ่มมากขึ้นเพราะระบบขนส่งมวลชนห่วยแตก? ถนนที่มีการปรับปรุงและก่อสร้างที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จสักที? หรืออาจเป็นเพราะปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการประเทศ?
คงต้องเริ่มที่ตัวเองสินะ? นี่คือคำตอบที่ได้สุดท้ายเราก็มีวิธีแก้ปัญหานั้นเฉพาะแบบของตัวเองอยู่ดี ในชั่วโมงรีบเร่งการจราจรติดขัด รถติด คงหนีไม่พ้นการเลือกใช้ยานพาหนะที่พาเราไปถึงที่หมายได้ไวที่สุดอย่างเช่น วินมอเตอร์ไซค์เนื่องเป็นการขนส่งมวลชนอย่างหนึ่งที่คนส่วนใหญ่นึกถึง เพราะความสะดวก รวดเร็ว และเหมาะสำหรับชั่วโมงเร่งด่วน รวมทั้งผู้ที่ไม่ชินเส้นทางก็เลือกที่จะใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์แต่ปัญหาก็คือเราจะเลือกนั่งอย่างไรให้ปลอดภัยกันนะ เพราะวินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ ก็เป็นที่เลื่องลือด้านความเร็ว แรง และพิสดารอยู่เหมือนกัน วิธีการเลือกเราอาจจะต้องเลือกนั่งวินมอเตอร์ที่ถูกกฎหมายจดทะเบียนเป็นป้ายเหลือง รวมถึงต้องใช้เสื้อวินฯ ที่แสดงชื่อวินฯ บัตรประจำตัวและหมายเลขประจำตัวที่ถูกต้องตรงกัน ตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ต่อมาคงต้องเลือกนั่งวินมอเตอร์ไซค์ที่คุ้นเคยกับพื้นที่อยู่มานานบอกที่ไหนก็ไปส่งได้ถึงที่หมาย สุดท้ายสำหรับเทคนิคพิเศษในการนั่งผู้เขียนขอแนะนำคือ “เก็บของ เก็บเข่า เก็บแขน” เก็บของคือ เก็บของให้เรียบร้อยไม่พะรุงพะรัง ส่วนการเก็บเข่าและเก็บแขน คือการเก็บเข่าและแขนของตัวเองให้แนบกับลำตัวให้มากที่สุด
ผู้เขียนอาจจะเพิ่มนิยามอีกคำได้เนื่องจากขณะนี้เป็นฤดูฝน เป็นช่วงที่มีฝนตกหนักตลอด คำที่นิยามเพิ่มให้กรุงเทพฯคงเป็นคำว่า “น้ำท่วม” แล้วเราต้องทำไงให้ปลอดภัยจากน้ำท่วมกรุงเทพ ลำดับแรกอัปเดต-ติดตามสถานการณ์ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม คำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวสภาพอากาศ เช็คจากข่าวสารจากในโซเชียลแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ อย่างใกล้ชิด เพราะน้ำมาไวฝนตกติดต่อกันก็สามารถมีน้ำท่วมขังได้ ต่อมาคงต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอด หากต้องมีการอพยพไปในสถานที่ปลอดภัย อยู่ให้พ้นจากระดับน้ำที่เคยท่วมมาก่อน สังเกตปริมาณน้ำ/ยกของขึ้นที่สูง เมื่อสังเกตได้ว่าปริมาณน้ำฝนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้ยกของใช้ต่าง ๆ ภายในบ้านขึ้นที่สูง ที่สำคัญบูทต้องพร้อม แตะต้องมา พกรองเท้าบูทติดตัวหรือทิ้งไว้ที่ทำงานสักคู่ เพื่อป้องกันน้ำท่วม โรคฉี่หนู และความสกปรกที่มากับน้ำ ตัดสะพานไฟในบ้าน ป้องกันปัญหาไฟช็อต ปิดแก๊สหุงต้มแล้วยกขึ้นที่สูง ต่อมาต้องห้ามขับขี่ยานพาหนะเวลาฝนตก ขณะที่ฝนกำลังตกไม่ควรที่จะขับขี่ยานพาหนะฝ่าลงไปในกระแสน้ำหลาก เพราะมันอาจจะทำให้เกิดอันตราย สุดท้ายเสบียงต้องพร้อม ควรมีอาหารแห้ง อาหารกึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม เก็บตุนไว้บ้าง รวบรวมเสบียงไว้พออยู่พอกินแก้ขัด แต่ต้องมีการแบ่งปัน ถึงแม้จะเป็นเทคนิคทั่วไปแต่เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจดจำไว้ไปใช้เมื่อเวลามีน้ำท่วมในกรุงเทพฯและให้ท่านโปรดจงจำเอาไว้ว่าน้ำที่ท่วมกรุงเทพฯ ไม่ได้สะอาดขนาดนั้น
หากเป็นข้อแนะนำสำหรับการท่องเที่ยวและการใช้ชีวิตในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯเพิ่มเติมจากที่กล่าวมาข้างต้น การพักผ่อนเป็นสิ่งที่สร้างความจรรโลงใจความบันเทิง ความสุขและช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่บุคคลไปสู่การพัฒนาตนเองได้ในสังคม โดยในปัจจุบันกรุงเทพฯก็มีพื้นที่ในการท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนเพิ่มขึ้นมากมายและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟที่เข้าถึงได้สะดวก หลากหลายรูปแบบ ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ตลาด เป็นต้น แต่ทว่าในปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้นตาม จะพบว่าหากเราเข้าไปในร้านกาแฟ 1 ร้าน บุคคลต้องเสียเงินไม่ต่ำกว่า 80-100 บาทเป็นอย่างน้อยเพื่อพักผ่อนและนั่งในร้าน โดยเฉพาะในย่านเศรษฐกิจ อย่างย่านสุขุมวิทหรือทองหล่อ ในขณะเดียวกันร้านอาหาร หากเป็นร้านเพื่อรับประทานสังสรรค์ พักผ่อนอย่างมีบริการ เช่น แอร์ wifi อาหาร 1 จาน ราคาไม่ต่ำกว่า 100 บาท หรือหอศิลป์บางแห่งมีอัตราค่าเข้าบริการหลักร้อยขึ้นไป สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงการเข้าถึงการพักผ่อนและด้านท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคนในความเป็นจริง เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนและสภาวะเศรษฐกิจ ผลคือบุคคลบางกลุ่มขาดโอกาสในการพักผ่อน ท่องเที่ยวและพัฒนาตนผ่านการท่องเที่ยวเช่นเดียวกับผู้ที่สามารถเข้าถึงในสินค้าหรือบริการ สถานที่เหล่านั้นได้ ดังนั้นพื้นที่สาธารณะจึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีส่วนสำคัญต่อการเข้าถึงสถานที่พักผ่อนของบุคคลในกรุงเทพอย่างเท่าเทียม ซึ่งในวันนี้จะขอนำเสนอสถานที่พักผ่อนในพื้นที่สาธารณะแก่ทุกท่าน เพื่อใช้ในการตัดสินใจต่อการท่องเที่ยวและพักผ่อนในกรุงเทพ : สวนเบญจกิติ ,สวนจุฬา 100 ปี,สวนลอยฟ้าเจ้าพระยา,JWD Arts,Bangkok gallery arts,หอสมุดเพื่อการเรียนรู้ ณ เขตต่างๆเช่น เขตบางกะปิ เป็นต้น และท้ายที่สุดแล้วคำแนะนำสำคัญจากผู้เขียนนั้นก็คือนอกเหนือจากการเข้าถึงพื้นที่ท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนสาธารณะ สิ่งที่บุคคลควรคำนึงถึงคือ ด้านการเดินทางในกรุงเทพฯ นั้นสำคัญจริงคือการเดินทางไปในสถานที่ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของแต่ละบุคคลและสถานที่ที่มีเนื้อหาหรือเอื้อต่อการเรียนรู้แก่บุคคล
ทั้งนี้สุดท้ายผู้เขียนอยากให้ปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น อาจจะไม่ต้องมีวิธีเอาตัวรอดหรือเทคนิคใด ๆ เลยก็ได้ เพียงแค่ใช้ชีวิตประจำวันไปอย่างราบรื่นและสบายใจ บางคนก็ไม่ต้องการอะไรมากแค่ต้องการพื้นที่เรียบสำหรับเดินแล้วไม่สะดุด หรือการลดเวลาการเดินทางให้ประหยัดเวลาไปทำสิ่งอื่นแค่เท่านั้น เพราะสำหรับบางคนการดำเนินชีวิต การทำงาน หรือปัญหาอื่น ๆ ของตัวเองก็เป็นเรื่องยากที่เราต้องเผชิญในทุกวันอยู่แล้ว ทำไมเรายังถึงต้องมาติดขัดกับปัญหาการจราจร ปัญหาน้ำท่วมขัง ปัญหารถติด ปัญหาฝุ่นควัน ปัญหาด้านความปลอดภัย บางปัญหาในกรุงเทพฯที่ไม่ควรเป็นปัญหา